รีวิว ผ่าตัดลดขนาดเยื่อบุโพรงจมูก | Inferior Turbinate Reduction

แต่ก่อนผมก็ไม่ได้เป็นภูมิแพ้นะครับ หายใจได้ปกติดี

สมัยเด็กบ้านอยู่แถวสนามบินสุวรรณภูมิในปัจจุบัน ผมโตมากับการปีนป่ายในสวนและกระโดดน้ำคลอง ไม่มีปัญหาเรื่องการหายใจ แต่พอเรียนจบ เริ่มเข้ามาทำงานใจกลางเมืองย่านเพลินจิตได้สักพัก ผมก็เริ่มมีอาการภูมิแพ้ มีเสมหะในลำคอตลอดเวลา จนคิดว่ามันไม่ปกติละ เลยไปหาหมอที่โรงพยาบาลหูตาคอจมูก หมอก็ให้ยามากิน ผมพยายามอธิบายว่า แต่ก่อนผมไม่เป็นแบบนี้ นี่มันเรื่องใหญ่มากสำหรับผม หมอก็ทำหน้าแบบ มันเป็นเรื่องปกติธรรมดามากแล้วตอบ “ก็น้องเป็นภูมิแพ้”

ผมก็เลยเป็นภูมิแพ้ทางการแพทย์ ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา

.

ตอนไปเรียนที่อเมริกา พอเข้าปีที่ ๓ ผมก็เริ่มมีอาการแพ้อากาศ เป็นหนักมากในช่วง Spring  มันรู้สึกว่า จมูกข้างในบวม คัดจมูก หายใจไม่ถนัด (มีอาการคันปลายจมูกด้วย เข้าใจว่าแพ้พวกเกสรดอกไม้ในอากาศ) ช่วงที่เป็นมาก ๆ คือจมูกตันไปเลย ต้องหายใจทางปาก เลยต้องไปซื้อยาพ่นมาติดตัวไว้ใช้ ยาพวกนี้ออกฤทธิ์ไปลดขนาดหลอดเลือดอย่างเฉียบพลัน มันจึงยุบตัวลงทันที รู้นะว่ายามันแรงไม่ควรใช้บ่อย แต่บางทีมันเป็นกลางดึก จะนอนแล้วแต่หายใจไม่ออก ต้องหายใจทางปากแทน มันก็นอนไม่หลับ ทรมานนะ แต่พ่นปุ๊ป ไม่ถึง ๒ นาที โล่งเลย มันเหมือนได้ยกภูเขาไฟออกไปจากรูจมูก รู้สึกเบา สบาย อากาศถ่ายเทสะดวก ผมเข้าใจเลยว่าคนที่ขาดอากาศหายใจทรมานขนาดไหน เป็นอีกครั้งที่เข้าใจอย่างสุดซึ้งในเรื่องสุขภาพว่า “ความปกติธรรมดา” ของร่างกายนี่แหละ ของขวัญของชีวิตเลย

.

ใช้ชีวิตมาเรื่อย ก็ได้รู้จักพี่แซม พี่ชายชาวเกาหลีคนนึงซึ่งพูดไทยได้คล่องกว่าคนไทยบางคน เค้าเคยผ่าตัดแก้ “โพรงจมูกคด” ซึ่งหลังจากปรับแก้โพรงจมูกแล้ว ก็หายใจโล่งสบาย ไม่ติดขัดอีกเลย ผมฟังแล้วก็รู้สึกชีวิตมีความหวัง พอมีโอกาสได้ไปทำงานที่เกาหลีด้วยกัน แกเลยพาผมไปตรวจที่โรงพยาบาลในกรุงโซล ใช้คลื่น ultrasonic ตรวจโพรงไซนัสอย่างละเอียด ได้ความว่า ผมมีอาการโพรงจมูกคดเช่นกัน แม้จะไม่มากแต่ก็สามารถแก้ไขให้เป็นปกติได้ด้วยการผ่าตัด

ตอนนั้นมันก็มีแสงแห่งความหวังนะ ใครที่เคยมีปัญหาสุขภาพ ปวดเข่า ปวดหลัง เป็นอัมพฤกษ์ ไรพวกนี้คงเข้าใจดีว่า ถ้ามีกระบวนการใด ทำให้ร่างกายกลับมาเป็นปกติได้ขอให้บอก กูทำหมด ประมาณนั้นเลยครับ แต่ตอนนั้นถ้าจะให้ตัดสินใจทำที่เกาหลีเลย ผมก็กังวลเรื่องภาษาแหละ เลยคิดว่าจะกลับมาผ่าตัดในไทยดีกว่า ขอหาข้อมูลแพร๊บ

.

กลับมาไทยก็เลยนึกถึงคุณหมอหูตาคอจมูกรุ่นพี่ ที่นิยมชมชอบการถ่ายรูปเหมือนกัน ไปปรึกษาแกว่า ผมตัดสินใจผ่าตัดโพรงจมูกคด ในไทยพอจะทำที่ไหนได้บ้าง แกก็บอกว่าจู่ ๆ จะไปขอให้หมอผ่าตัดให้เลยคงไม่ได้ มันเรื่องใหญ่นะ การจะเอามีดกรีดลงไปบนเนื้อคนเนี่ย ลองไปให้หมอตรวจดูก่อน แล้วค่อยรักษาไปตามอาการ หากจำเป็นหมอก็จะแนะนำให้ผ่าตัดเอง

ผมจึงได้เข้ามาตรวจที่ภาควิชา โสต นาสิก โรงพยาบาลจุฬา เมื่อปีที่แล้ววันที่ ๑๘ มิ.ย. ๒๕๕๙

โรงพยาบาลจุฬา วิวสวนลุม

 

อาจารย์ส่องกล้องตรวจอย่างละเอียดแล้วก็บอกกับผมว่า อาการโพรงจมูกคดของผมมันยังไม่เลวร้ายขนาดจะต้องผ่าตัดนะ แต่เยื่อบุโพรงจมูกของผมนั้น มีอาการบวมกว่าคนปกติทั่วไป อากาศมันก็เลยผ่านได้น้อย เลยรู้สึกคัดจมูก หายใจไม่โล่งเท่าที่ควร และทำให้เสียงบี้ ติดจมูก

อาจารย์แนะนำให้รักษาโดยใช้ยา ผสมกับน้ำเกลือ ล้างจมูกทุกวัน แล้วดูอาการก่อน ว่าจะยุบลงแค่ไหน ผมก็ทำมาตลอด ไปตรวจอาการทุก ๆ ๓ เดือน โดยที่อาจารย์จะส่องกล้องอย่างละเอียดทุก ๆ ๖ เดือน จนเวลาผ่านไปประมาณหนึ่งปี อาจารย์ก็บอกว่า มันก็ดีขึ้นเยอะนะ เยื่อบุโพรงจมูกมันยุบไปมากกว่าตอนแรก เสียงก็ฟังดูบี้น้อยลง ก็อยู่ในระดับที่น่าจะโอเคแล้วแหละ ใช้ชีวิตได้ แต่การรักษาด้วยยา มันคงมาได้แค่นี้ คงไม่ยุบไปกว่านี้แล้ว

.

ตอนนั้นผมได้ยินก็ทำใจเล็ก ๆ ว่า ก็คงมาได้แค่นี้ แต่พออาจารย์พูดต่อว่า แต่ถ้ายังไม่พอใจ มันมีอีกวิธีคือ ใช้คลื่นวิทยุลดขนาดเยื่อบุโพรงจมูก แต่ก็ถือเป็นการผ่าตัดเล็ก ลองไปคิดดูก่อนก็ได้ จะทำค่อยมาบอก

ประตูแห่งความหวังที่เพิ่งปิดลงไปยังไม่สนิทดี กลับเปิดอ้าอีกครั้ง ผมถามค่าใช้จ่าย อาจารย์บอกประมาณหมื่นนึง ผมตอบไม่คิดเลยว่า ทำครับ อาจารย์ช่วยนัดวันทำให้ผมเลยครับ เงินหมื่นนึงมันก็ไม่น้อยแหละ แต่ถ้ามันแลกกับ “โอกาส” มีจมูกใหม่ หายใจคล่องกว่าเดิมได้นี่ ผมว่ามันไม่มีอะไรต้องคิดต่อแล้ว

.

การรักษาด้วยวิธีผ่าตัดลดขนาดเยื่อบุโพรงจมูก (Inferior Turbinate Reduction) นี้นั้น ตอนแรกที่อาจารย์บอกว่า ใช้คลื่นวิทยุ ผมก็นึกภาพว่า ใช้อุปกรณ์อะไรสักอย่าง สอดเข้าไปในรูจมูก แผ่คลื่นวิทยุใส่ผนังรูจมูก คล้าย ๆ เปิดเพลงบอสซ่าให้มันฟัง แล้วมันคงจะค่อย ๆ ผ่อนคลายและยุบตัวลง  แต่พออาจารย์อธิบายเพิ่มว่า ควรจะพักฟื้นต่ออีกวันนะ เพราะมันอาจจะยังมีเลือดหยด หรือสะเก็ดเลือดในโพรงจมูกอยู่ อาจจะทำงานไม่ถนัด ผมก็ยังงง ๆ ว่าทำไมใช้คลื่นวิทยุถึงมีเลือดหว่า แต่ก็ตัดสินใจยังไม่หาข้อมูลอะไรเพิ่มเติมทั้งนั้น ไม่อยากจะ Visualize อะไรตอนหลับตาในห้องผ่าตัด

 

ผ่าตัดจมูก Turbinate โรงพยาบาลจุฬา

ก็เลยได้มีประสบการณ์เข้าห้องผ่าตัด แบบที่ตัวเองต้องขึ้นเตียงผ่าตัด เป็นครั้งแรกในชีวิตผม พยาบาลให้เปลี่ยนชุด ถอดหมดรวมถึงชั้นในด้วย มันอดสงสัยไม่ได้ว่า ผ่าจมูกทำไมต้องถอดกางเกงในด้วยฟระ แต่ก็เดาว่า เสื้อผ้าเรามีเชื้อโรคติดมาจากข้างนอกเยอะ ปลอดเชื้อที่สุดน่ะดีแล้ว

เมื่อจัดท่านอนเข้าที่เข้าทางแล้ว อาจารย์ก็ใช้ยาชาแบบสอดในรูจมูกก่อน ก็สร้างความชาได้ในระดับนึง จึงค่อยฉีดยาชา ทีแรกคิดว่าเข็มแทงในโพรงจมูกที่มีแต่เส้นเลือด เส้นประสาทนี่ ยังไงก็คงเจ็บ แต่สบายกว่าที่คิดมาก จากนั้นรอให้ยาชาออกฤทธิ์สักพัก อาจารย์บอกจะมีเลือดและยาชา ไหลลงคอไม่ต้องตกใจ กลืนได้

ผ่าตัดจมูก Turbinate

 

มาพีคตรงตอนจะเริ่มทำ อาจารย์บอกว่า มันจะมีกลิ่นไหม้นิด ๆ นะ กลิ่นจะเหมือนเนื้อย่าง ๕ ๕ ๕ ตอนอยู่บนเตียงมันไม่ค่อยขำเท่าไรนะ ภาพมาเต็มเลยว่าอิคลื่นนี่มันจะถึงขั้นทำให้เนื้อสุกเลยเหรอ แกะมากินได้มั้ย ๕ ๕ ๕ พลัง Dynamo* ดันมาทำงานตอนหน้าสิ่วหน้าขวาน (*พลังงานด้านความคิดสร้างสรรค์ ในศาสตร์ Talent Dynamics)

อาจารย์ย้ำว่า มันจะไม่เจ็บนะ ถ้าเจ็บให้บอก แต่อาจจะร้อนหน่อยนะ แล้วก็เริ่มรู้สึกว่ามีอุปกรณ์การแพทย์ (มั่นใจว่าไม่ใช่อุปกรณ์ก่อสร้าง) มาเขี่ย ๆ ในจมูกเรา อาจารย์คอยบอกเป็นระยะ ว่ากำลังทำอะไร เดี๋ยวหมอจะจี้ ๕ จุดนะคะ จุดละประมาณ ๑๐ วินาทีนะ สลับกับการสอนนักศึกษาแพทย์ไปด้วยว่า อย่าวางของบนตัวคนไข้สิ ใจเขาใจเรา นึกดูถ้าเราเป็นคนไข้แล้วหมอเอากรรไกรมาวางบนอกเราจะรู้สึกยังไง ผมฟังแล้วรู้สึกดีใจที่ได้ทำประโยชน์ให้แก่มวลมนุษยแพทย์ นักศึกษาท่านนั้นอาจจะได้เรียนรู้บางอย่างในสายอาชีพเค้า จากการที่ร่างกายผมกลายเป็นโต๊ะเครื่องมือแพทย์ไปชั่วคราวราว ๆ ๕ วินาที

แต่ก็มีบางจังหวะที่รู้สึกเริ่มเจ็บ ผมเป็นคนเชื่อฟังหมอ เลยรีบส่งเสียงร้องบอกหมอ อ๊อย ๆ เอ็บ ๆ หมอก็ถามอย่างเป็นห่วงว่า ทนไหวมั้ย? แค่นั้นผมก็สงบปากอย่างเรียบง่าย เพราะมันก็ไม่ได้เจ็บอะไรขนาดนั้น แค่ทำตามที่หมอสั่งว่าถ้าเจ็บให้บอก จริง ๆ แล้วผ่าฟันคุดยังเจ็บกว่าเลย

 

ผ่าตัดจมูก Turbinate

แล้วทุกอย่างก็จบลงภายในเวลาอันสั้นอย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งหมดราว ๆ ๔๐ นาที แต่ผ่าจริง ๑๐-๑๕ นาทีเองมั้ง หมอให้เอามือขึ้นมาบีบจมูกไว้ เป็นการห้ามเลือดอีกประมาณ ๑๐ นาที อันนี้เรานักดำน้ำถนัดอยู่แล้ว ก็บีบจมูกเหมือนตอนเคลียร์หู ทำ Equalize ปรับแรงดันในหูนี่แหละ จากนั้นก็เปลี่ยนเสื้อผ้า พยาบาลมาแปะสำลีให้ที่ปลายจมูกเผื่อเลือดหยด แล้วใส่ Mask นั่ง MRT กลับบ้านด้วยความสบายใจ และมาถึงคอนโดก็ไม่มีเลือดหยดแต่อย่างใด แปลว่าแผลด้านในเลือดหยุดใหลแน่นอน เย้

ผ่าตัดจมูก Turbinate

 

 

พอการผ่าตัดผ่านไปแล้ว ก็กลับมาเปิด Youtube ดูสักหน่อย ว่า อิ Inferior Turbinate Reduction เนี่ย เค้าทำกันยังไงเหรอ ดูหลายคลิปแล้ว ผมรู้สึกว่าคิดถูกจริง ๆ ที่ไม่ดูวีดีโอพวกนี้ไปก่อน ไปแบบหัวว่าง ๆ ไม่ต้องรู้อะไรนี่แหละ ดีแล้ว เพราะวิธีดั้งเดิมก็มีแบบ วางยาสลบ เอามีดกรีด Turbinate เพื่อผ่าลดขนาดเลย อันนี้ดูแล้วเสียวแทนขอไม่แปะคลิปให้ดูละกัน แต่ส่วนวิธีที่ผมทำ รู้สึกจะเป็นแบบวีดีโอนี้ คือไม่ต้องใช้มีดกรีด แต่ใช้วิธีเจาะเข้าไปใน Turbinate แล้วปล่อยคลื่นวิทยุจากด้านในทำให้ยุบตัว อันนี้ทำเป็น 3D ดีงาม เข้าใจง่ายมาก

 

อัพเดท

ตอนนี้ก็ผ่านมาสัปดาห์กว่า ๆ แล้วครับ หายใจโล่งมากกกกก (อยากเขียน ก.ไก่ เยอะกว่านี้ แต่เป็นคนชอบความพอดี) มีความรู้สึกเหมือนได้พ่นยาใส่จมูกเราอยู่ตลอดเวลา มันโล่งแบบนั้นเลย เวลาสูดหายใจเข้า มันไม่รู้สึกว่าติด ๆ หนืด ๆ หน่วง ๆ อะไรอีกแล้ว ถ้าเป็นนักดำน้ำ คงประมาณว่าใช้ Regulator รุ่นเล็ก ๆ ที่จ่ายอากาศไม่ดีนัก จากถังที่เหลืออากาศแค่ ๕ บาร์ มาเป็นสิบปี ตอนนี้เปลี่ยนเป็นถังใหม่อากาศเต็มเปี่ยม พร้อม Regulator ไฮโซจ่ายอากาศลื่นปรื้ดไหลเข้าปอดทะลุไปลำไส้ใหญ่ในเฮือกเดียว ประมาณนั้นเลย (ท่านที่อ่านแล้วไม่เข้าใจ แนะนำให้ไปเรียนดำน้ำแบบ Scuba แล้วกลับมาอ่านใหม่)

หมอให้พักฟื้น ๑ วันหลังผ่าตัด และให้งดออกกำลังกายหนัก ๗ วัน ก็เลยได้แต่แอโรบิกเบา ๆ อยู่คอนโด สลับกับ Weight Training ไป จริง ๆ รู้สึกแผลหายตั้งแต่วันที่ ๔-๕ แล้วนะ อยากไปวิ่งมาก (แต่ก่อนก็ไม่คิดว่าจะมาชอบวิ่งนะ มันไม่เห็นสนุกเลย แต่พอ “วิ่งเป็น” แล้วพบว่ามันมีรายละเอียดที่ท้ายทายมาก ๆ อยู่ในกีฬานี้เต็มไปหมดเลย) แต่ก็ต้องข่มใจไว้ และใช้ชีวิตตาม Integrity ไม่ใช่ตามอารมณ์ความรู้สึก สุดท้ายก็ได้กลับมาวิ่งอย่างสบายใจในวันที่ ๗ พอดิบพอดี

และผมก็ได้มีโอกาสลองเป็นหวัดครั้งแรก หลังจากผ่ามาสัปดาห์นิด ๆ มันมีน้ำมูกตามปกติ มีความรู้สึกว่า จมูกข้างในบวม โต ยังรู้สึกหน่วง ๆ หนัก ๆ ในรูจมูกเหมือนเดิมแหละครับ เพียงแต่อาการแบบนี้ ถ้าเป็นเมื่อก่อน จมูกต้องตัน ต้องหายใจลำบากละ แต่ตอนนี้หายใจโล่งครับ ไม่รู้สึกติดขัดเหมือนแต่ก่อน ตอนนี้สูด, สั่งน้ำมูกได้มันมาก เหมือนกับช่องอากาศมันเปิดโล่งขึ้นมาก หลงรักรูจมูกตัวเองขึ้นเยอะเลยครับ แต่ก่อนได้แต่ตัดพ้อโชคชะตา แล้วก็ทนรับสภาพไป

.

เล่ามายืดยาว ก็หวังว่า การแบ่งปันประสบการณ์ครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อคนที่มีปัญหาการหายใจบ้างนะครับ ลองไปตรวจละเอียด ๆ กันดูนะครับ เทคโนโลยีการแพทย์พัฒนาไปอย่างยอดเยี่ยม คนเราก็มีทางเลือกมากขึ้น ที่จะใช้ชีวิตได้อย่างเยี่ยมยอดในทุก ๆ วันครับ

.

สุดท้ายขอแถม บทความดี ๆ เกี่ยวกับภูมิแพ้จากราชวิทยาลัยโสต ศอ นาสิก ลองศึกษาเพิ่มเติมกันดูนะครับ ในเว็บมีอีกหลายเรื่องเลยนะครับ ที่เขียนดี เข้าใจง่าย เป็นประตูแรกสู่ความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ในชีวิตเราครับ

http://www.rcot.org/2016/People/Detail/227

About The Author


Third Nuntawat

Artist and writer

Leave a Reply

Pin It on Pinterest

Share This