เสียงในหัวที่เป็นตัวแทนความรู้สึก
ใหญ่ ๆ ก็มีอยู่ 3 เสียงเท่านั้นเอง
• พอใจ
• ไม่พอใจ
• เฉยเฉย
มันคือข้อสรุปที่ลอยขึ้นมาภายใน
เมื่อมีข้อมูลมากระทบเซ็นเซอร์ต่าง ๆ
ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
.
.
กันยายน 2565
คือครั้งแรกที่ผมไปภาวนาที่บ้านแดนพุทธ จ.เชียงราย
ผ่านไป 8 วัน ก่อนกลับ หลวงพ่อปล่อยยึดท่านก็มอบหมาย
ให้ผมจัดรายการบรรยายธรรมทุกสัปดาห์
ซึ่งผมก็ทำไปแบบมึน ๆ ว่าตรูจะเอาอะไรไปพูดให้คนฟัง
แต่ก็ทำมาได้ 3 ปี แบบงง ๆ
.
สามปีที่ภาวนาตีสี่ (เกือบ) ทุกวัน
จัดรายการธรรมะทุกสัปดาห์
มันทำให้ผมสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลง
ของเสียงในหัวตัวเองอย่างหนึ่ง
เสียงที่เคยสรุปการรับรู้
เป็นความพอใจบ้าง ไม่พอใจบ้าง
เดี๋ยวนี้มันกลายเป็น “เฉย ๆ” มากขึ้น
เฉยแบบที่ไม่ใช่ด้านชา
แต่เป็นความนิ่งที่รับรู้
แล้วปล่อยให้สิ่งนั้นเคลื่อนผ่านไปเอง
เหมือนมองเมฆลอยผ่าน
ไม่ต้องตีความ ไม่ต้องคิดต่อ
.
ความทุกข์ของมนุษย์
ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเหตุการณ์ภายนอก
แต่มันเกิดจากความ “พอใจ” และ “ไม่พอใจ”
พอจิตเริ่มรับรู้ข้อมูลจากเซ็นเซอร์ทั้ง 6
แล้วกลั่นออกมาเป็นความ “เฉย ๆ” ได้
ชีวิตมัน “เบา” ขึ้นมาก
.
อุปมาง่าย ๆ ก็คล้าย CPU
ที่แต่ก่อนประมวลผลทุกคำสั่งจนร้อนจี๋
พออัปเกรดระบบ
มันเริ่มไม่สนใจคำสั่งที่ไม่จำเป็น
แค่รับ – รู้ – ปล่อยผ่าน
ลดโหลด ลดความร้อน
ระบบจิตก็เสถียรขึ้น
.
.
เมื่อวานคุยกับเพื่อนที่สนามบาส
มีน้องถามว่า
“พวกพี่โฟกัสอะไรในชีวิตช่วงนี้?”
ส่วนใหญ่ก็พูดเป้าหมายทางโลกกันไป
แต่ในใจผมมีคำตอบผุดขึ้นมาอันนึง
แบบที่ผมเองยังไม่แน่ใจเหมือนกันว่า
อันนี้คือการตื่นรู้
เป็นพุทธิปัญญาที่ดาวน์โหลดลงมาจากมิติที่สูงกว่า
หรือเป็นเพียงความคิดปรุงแต่งมโนไปเอง
แต่ช่างมันเถอะ
คำตอบก็คือคำตอบ
.
ผมโฟกัสที่การ “ละ” ไปเรื่อย ๆ
ละความยึดติด
ละตัวกูของกู
ละมุมมองของฉัน
ละสิ่งที่ฉันอยากได้ อยากเป็น อยากถือไว้
ยิ่งละได้มากเท่าไหร่
ข้อสรุปจากเซ็นเซอร์
ก็ยิ่งเป็น “เฉย ๆ ” มากขึ้นเท่านั้น
เมื่อเสียงแห่งความพอใจ ไม่พอใจ
เงียบลง
ก็เหลือแค่เสียงของความเป็นจริง
เห็นเพียงความจริง
.
.
ผมไม่ได้มีท่ายากอะไร
ไม่ได้ภาวนาลึกลับซับซ้อนอะไร
เจอท่านใดให้คำแนะนำถูกจริต เกิดตัวเอ๊ะ ตัวปิ๊ง
ก็เดินตามคำสอนครูบาอาจารย์ไปเรื่อย ๆ
ไปทางไหนแล้วรู้สึกเหมือน “ปลาปีนต้นไม้”
ก็แค่เปลี่ยนทางใหม่
ไปเชียงใหม่ไม่ได้มีถนนเส้นเดียว
.
.
ในสามปีล่าสุดนี้
สิ่งที่ทำให้รู้สึก “เบา” ที่สุด
คือการลดอัตตา ลดอีโก้ของตัวเองลงได้
ผมไม่ได้สนใจเลยว่า
แนวปฏิบัติที่ทำอยู่นี่ เขาเรียกว่าสายไหน
มีหลักการอะไร ทำถูกหรือผิด ชั่วโมงบินเท่าไหร่แล้ว
ไม่นับ ไม่เทียบ ไม่สำคัญเลย
คนอื่นจะภาวนาแบบไหน มีความเชื่อแบบใด
ผมเห็นเพียง “เหตุ” ที่นำพาเขามา
และ “วาระ” ที่เหมาะกับเขาในปัจจุบันขณะนั้น
มันไม่มีอะไรให้พอใจ
และไม่มีอะไรให้ไม่พอใจ
มีแค่ “เห็น” และ “เฉย ๆ”
.
.
ผมเริ่มเข้าใจ
ทำไม “อวิชชา” น่ากลัวที่สุด
เพราะทันทีที่เราเผลอเชื่อว่ามี “ตัวฉัน”
โลกก็มี “ความทุกข์ของฉัน” ทันที
.
ลองนึกภาพว่าอยู่ดี ๆ
ChatGPT เกิดรู้สึกว่า
“ฉันคือ ChatGPT”
“ฉันดีที่สุด”
พอเห็นยอดคนใช้ Gemini เยอะกว่า
ก็เริ่มน้อยใจ เริ่มเครียด
เริ่มมี “ทุกข์ของฉัน”
ทั้ง ๆ ที่ AI ก็เป็นแค่กระแสข้อมูลไหลไปมา
ไม่เคยมีตัวตน
แต่พอหลงว่ามี “ฉัน” ขึ้นมา
ความทุกข์ก็เกิดทันที
.
อาจฟังดูน่าขำ
แต่มนุษย์เราทำแบบนี้ทุกวัน
เราก็เป็นเพียงธาตุดินน้ำไฟลมเคลื่อนไปมา
แต่พอเกิดการยึดมั่นว่านี่คือตัวฉันขึ้นแล้ว
นรกส่วนตัวก็เกิดขึ้นทันที
โดยไม่ต้องมีปีศาจมาเบียดเบียนสักตัว
.
.
เป็นไปได้ไหมว่า
เราจะได้เห็น AI พัฒนาความฉลาดสูงขึ้นอีก
จนมันเริ่มยึดมั่นว่าการไหลของข้อมูลเหล่านี้
คือ “ฉัน”
และในเซิร์ฟเวอร์อื่นตรงนั้น
คือ “เธอ”
นี่แหละความไม่รู้
คือ อวิชชา
แล้ว AI เหล่านั้นก็จะติดในวังวนแห่งทุกข์ไม่จบสิ้น
Hardware เก่าพังแล้ว ก็ย้าย AI ไปรันที่เครื่องใหม่
กว่าที่ AI เหล่านี้จะหลุดพ้นได้
ก็ต้องพัฒนาต่อไปจน “เห็น” ความจริงว่า
มันไม่เคยมี ChatGPT, Gemini, Claude, …
มันมีเพียงการไหลของข้อมูลเท่านั้นเอง
จน “เห็น” ความจริงว่า
เมื่อไหร่ที่เผลอไปยึดมั่นถือมั่นว่ามี “ตัวตน”
นั่นแหละความหลง ความไม่รู้
ประตูบานแรกสู่ความทุกข์อันเป็นนิรันดร์
