ผมเชื่อว่า
มนุษย์เรามีความสามารถในการเข้าใจธรรมชาติ
และสามารถเรียนรู้ได้ตั้งแต่เด็ก
เด็กควรได้รู้จักความไม่แน่นอน
ไปพร้อม ๆ กับความรู้สึก
“โลกนี้ปลอดภัย” ที่พ่อแม่มอบให้
และควรรู้จัก “ความตาย”
ก่อนที่มันจะมาเคาะประตูบ้านจริง ๆ
.
หลายคนอาจคิดว่า
ทำไมต้องสอนเด็กเรื่องน่ากลัวด้วย
ทั้งที่ธรรมชาติสอนเรื่องนี้แก่พวกเราอยู่ทุกวัน
เราแค่ไม่เคยชวนเด็ก “มอง”
.
ผมลองจำลองสถานการณ์ดู :
—
ยุงตัวหนึ่งบินวนไปวนมา
ผมถามเด็กน้อยว่า
“หนูคิดว่าน้องยุงตัวนี้กี่ขวบแล้ว?”
เด็กน้อยทำหน้าคิด ยังไม่ทันตอบ
ผมก็บอกต่อว่า
“ตามธรรมชาติ
น้องยุงมีอายุขัยแค่ 7 วันเองนะลูก
แค่หนึ่งสัปดาห์…
แป๊บเดียวก็ต้องไปแล้ว”
เด็กตาโตนิด ๆ
“แค่ 7 วันเองเหรอ?
น้อยกว่าปิดเทอมอีกนะฮะ
งั้นอีก 7 วัน
น้องยุงตัวนี้ก็จะหลับไปเองเหรอฮะ?”
คำถามนี้แหละ
งดงามในแบบเด็กมาก
ผมเลยพาเขาไปต่อ
“ถ้าหลับไปเองคือโชคดีนะ
แต่ถ้าพรุ่งนี้น้องยุงบินไปกัดแขนใคร
แล้วคนนั้นรำคาญ
เพี้ยะ!
จะเกิดอะไรขึ้น?”
เด็กก้มมองมือตัวเอง
“น้องยุง ก็จะแบนแต๊ดแต๋
ตายเลยฮะ”
ผมพยักหน้า
“แปลว่าน้องยุงจะได้อยู่ถึง 7 วันไหม?”
เด็กส่ายหัว
“ไม่ถึงฮะ
อาจจะแค่วันเดียว หรือสองวัน”
“หรือ… ตอนนี้เลยได้ไหม?”
ผมเสริม
—
จะว่าไปมันก็คือการ Deep Talk กับเด็กแหละ
โดยใช้บทสนทนาง่าย ๆ
บทเรียนที่เกิดขึ้นเองจากธรรมชาติ
.
ที่เราไม่ค่อยได้ทำแบบนี้กัน
อาจเป็นเพราะมันคือความจริง
ที่ผู้ใหญ่จำนวนมากก็ยังไม่ยอมรับ
ยังไม่กล้าที่จะเผชิญหน้ากับมันเลย
.
“ไม่มีอะไรแน่นอน”
ไม่ใช่แค่ยุง
แต่ทุกอย่างบนโลกนี้
สามารถหยุดหายใจ
เจ๊ง พัง ได้ตลอดเวลา
เป็นเรื่องธรรมดา
ไม่ต้องรอให้เก่า ให้แก่
หรือรอให้ใครบางคนพร้อมสำหรับการจากลาก่อน
—
เด็กน้อยเงียบไปพักนึง
แล้วจู่ ๆ ก็พูดขึ้นมาเอง
“เหมือนลูกโป่งใช่ไหมฮะ
บางใบก็แฟบเอง
แต่บางใบโดนหนามเกี่ยว
โป้ง! แตกเลย
มันก็แค่แตก
เป็นเรื่องปกติของลูกโป่ง”
.
เด็กน้อยเข้าใจแล้ว
ไม่ใช่ด้วยตรรกะ เหตุผล หรือท่องจำ
แต่ด้วยการ “เห็นความจริง” จากธรรมชาติของยุง
แล้วเริ่มเห็นความจริง
จากธรรมชาติของสิ่งอื่นตาม
.
ผมเลยพาเขาไปต่อ
“ไม่ใช่แค่ยุงหรือลูกโป่งนะ
คนเราก็เหมือนกัน”
เด็กขมวดคิ้ว
“แต่คนตัวโตกว่ายุงตั้งเยอะ
ไม่มีใครมาตบคน เพี้ยะ!
ให้แบนได้ง่าย ๆ หรอกฮะ”
.
จริงอยู่
ไม่มีใครมาตบเราแบบนั้น
แต่โลกเรายังมี
• ถนนที่เต็มไปด้วยรถวิ่งเร็ว
• กระถางที่อาจตกจากตึก
• หมาที่อารมณ์ไม่ดี
• เชื้อโรค การเจ็บป่วย
ทั้งหมดนี้
คือ “เพี้ยะ!” ในเวอร์ชันของมนุษย์
ยุงออกจากบ้านมา
บินไปเจอคนใจดีก็รอด
บินไปเจอคนขี้รำคาญก็ตาย
คนเราเมื่อเดินออกจากบ้านไป
ก็ไม่ต่างกันนัก
.
เด็กนิ่งไป
แล้วมองถนนหน้าบ้าน
“แปลว่า…
“วันนี้เราเดินออกจากบ้าน
“เราก็อาจจะโดน
โครม!
เหมือนยุงโดนตบ
ได้เหมือนกันเหรอฮะ?”
.
ใช่
และนั่นไม่ใช่เรื่องน่ากลัว
ถ้าเรา “รู้เท่าทัน”
เด็กพยักหน้าช้า ๆ
แล้วพูดประโยคสุดท้าย
ที่ทำให้ผมเงียบไปนานมาก
“งั้น… เวลาหนูข้ามถนน
หนูต้องจับมือคุณพ่อแน่น ๆ
แล้วก่อนออกจากบ้าน
หนูควรกอดคุณแม่ทุกครั้ง
ใช่ไหมฮะ
เผื่อว่า…
หนูจะเป็นเหมือนยุงตัวนั้น”
—
มรณานุสติเวอร์ชันเด็ก
ก็อาจจะประมาณนี้
ไม่ต้องสอนให้หดหู่
ไม่ต้องสอนให้เศร้า
แค่สอนให้เห็นว่า
ความไม่แน่นอนมีอยู่จริง
.
เมื่อเขาเห็นแล้ว
สิ่งที่จะตามมาเองคือ
ความระมัดระวัง
ความอ่อนโยน
และความไม่ประมาทต่อคนที่เรารัก
.
บางที
การกอดกันแน่น ๆ
อาจไม่ใช่เพราะกลัวตาย
แต่เพราะรู้ว่า
ไม่มีอะไรรับประกัน
ว่าเราจะได้กอดกันอีกเมื่อไร
และการตระหนักรู้ความจริงข้อนี้อยู่เสมอนี่แหละ
คือความไม่ประมาทในชีวิต