
“ลักกันวันตาย”
ช่างเป็นหนังที่แซะ แขวะ กระตุกให้ฉุกคิด
เรื่อง “การวางแผนมีลูก” ได้เจ็บจี๊ดหลายมุมเลย
.
“หาเงินเยอะ ๆ นะพ่อ
15 ล้านแค่ค่าเทอม
จากนี้ก็ห้ามป่วย ห้ามตาย”

คำพูดของแม่บ้านฟูลไทม์ที่ฝากชีวิตไว้กับสามี
กลายเป็นไวรัลที่ชาวเน็ตแชร์กันกระหึ่ม
ทำเอาผมอยากดูหนังเรื่องนี้ไปด้วยเลย
ส่วนใหญ่ก็จะตั้งคำถามกันแหละ
ว่ามีลูกสมัยนี้ต้องใช้เงินขนาดไหนกันนะ
แต่สำหรับคนที่ระลึกถึงความตายอยู่เสมอ
จะเห็นเลยว่าประโยคนี้ประมาทมาก
เพราะแม้จะระวังขนาดไหน ถ้าถึงวาระจริง ๆ
ก็ห้ามป่วย ห้ามตายไม่ได้ กระทบรายรับอยู่ดี
สิ่งที่พอจะทำได้จริง ๆ คือ
วางแผนทำประกันไว้ล่วงหน้า
จริง ๆ การวางแผนการเงินก่อนมีลูกนี่ เป็นอะไรที่คนทำกันน้อยมากนะ ค่าใช้จ่ายตั้งแต่คลอด ของกินของใช้ บ้านต้องใหญ่รถต้องใหญ่ขึ้นไหม จ้างพี่เลี้ยงกี่คน เลือกโรงเรียนระดับไหนค่าเทอมเท่าไร ค่าเรียนพิเศษ ค่ากิจกรรม ของเล่น งานอดิเรกลูก กว่าจะเรียนจบจะวางแผน Cashflow ของบ้านยังไง
รวมไปจนถึงการจำกัดความเสี่ยง
หากรายรับน้อยลง ต้องมีแผนสำรองยังไง
ถ้าไม่วางแผน แล้วเผอิญชีวิตมันดีขึ้น รวยขึ้น ก็ไม่มีปัญหาหรอก แต่หลายคนเลยนะ ที่ไม่วางแผนแล้วเจอมรสุมชีวิตชีวิต โดนเลย์ออฟ เสาหลักตายกะทันหัน รายรับหายแต่รายจ่ายลูกทั้งปัจจุบันและอนาคตยังรออยู่เหมือนเดิม
โดยเฉพาะกรณีใช้เงินเกินตัวแบบในหนัง ต่อให้รู้จักวางแผนการเงินก็เถอะ แผนประกันที่ครอบคลุมค่าเทอมโรงเรียนแพง ๆ ก็น้อยคนจะจ่ายเบี้ยไหว แต่ถึงยังไงพ่อแม่จำนวนมากก็ยังเลือกที่จะเขย่ง ยอมเสี่ยง ยอมลำบากอยู่ดี เพราะเชื่อว่าทำเพื่อลูกคือสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว
.
“เรียนแพงไม่ได้ก็เรียนโรงเรียนรัฐสิ”
“ยังไงผมก็ไม่ให้ลูกผมออก”
คำพูดของพ่อในฉากนี้
มันทั้งอบอุ่นและปวดร้าวในเวลาเดียวกัน
ความรักของพ่อแม่ที่ Sacrifice ตัวเองเพื่อลูก
บางทีมันไม่ได้เบียดเบียนแค่ตัวเอง
มันเลยเถิดไปเบียดเบียนผู้อื่นด้วย
.
ผมชอบที่ฮิวโก้ถามกระตุกต่อมศีลธรรมตัวเอก
ว่าอ้างทำเพื่อลูกแล้วทำได้ทุกอย่างเลยหรือไง

“ทำเพื่อลูก” จึงเป็นกับดักจากความรัก
ที่น่ากลัวมากหากสติตามกำกับไม่ทัน
คนส่วนใหญ่อาจไม่ได้ถึงขั้นทำผิดกฎหมาย
แต่หลายคนก็หลงเข้าไปอยู่ในภาวะ “พ่อแม่ซึมเศร้า”
สูญเสียตัวตน มองข้ามความสุขของตัวเอง
แล้วใช้คำว่าทำเพื่อลูกเป็นยาชาใจ
ผลลัพธ์คือ
ถ้าวันหนึ่งลูกเจ็บป่วย หรือตายจากไป
ชีวิตพ่อแม่ก็พังทลายด้วยทันที
เพราะไม่มี “ตัวตนอื่น” ให้ยึดอีกแล้ว
และอีกด้านหนึ่ง
พ่อแม่ที่ฝากความคาดหวังไว้กับลูกมากเกินไป
ก็สร้างแผลใจได้ไม่น้อย
การกดดันให้ลูกต้องทำ ต้องเป็น แบบที่เราเชื่อว่าดี
ทั้งที่บางทีก็เหมือนบังคับให้ปลาไปปีนต้นไม้
อันนี้ปัญหาคลาสสิกที่ทำให้ความสัมพันธ์ในครอบครัว
พังทลายลงมาเป็นศตวรรษแล้ว
เมื่อลูกไม่ได้รู้สึกว่าบ้านเป็นพื้นที่ปลอดภัย
ถูกคาดหวัง ถูกกดดัน และเหนื่อยใจ
กับการพิสูจน์ตัวเองให้พ่อแม่ภูมิใจตลอดเวลา
.
.
นอกจากความสนุก ลุ้นระทึกของการ Go big เล่นใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ผมว่าหนังแอบแซะ แขวะ ค่านิยมในสังคมเราแบบเจ็บ ๆ คัน ๆ อีกหลายจุดเลย ลองไปดูเองได้ เรื่องนี้ก็ดูได้เรื่อย ๆ สนุกดีไม่ตกมาตรฐาน Netflix
Gimmick ที่ผมชอบคือ
การเอา CK ที่เคยทำคลิปจวกระบบการศึกษา
มาเป็นผู้อำนวยการโรงเรียน
และหิมะที่โปรยเหนือเมืองพัทยา
เหมือนเป็นสัญลักษณ์ของ “สโนว์”
ลูกสาวคนเดียวที่พ่อแม่ใช้เวลาหลายปี (และหลายล้าน)
พยายามให้เธอเกิดมา
ปกคลุมชีวิตทั้งคู่ไว้อย่างหนาแน่น
.
จริง ๆ แล้วเราทุกคนถ้าได้เป็นพ่อแม่
ก็อยากให้ลูกมีอนาคตดีที่สุดทั้งนั้นแหละ
“ลักกันวันตาย” แค่พาเราหันกลับมามองว่า
ระหว่างทางที่เราสร้างอนาคตให้ลูก
เรายังรักษาปัจจุบันไว้ได้แค่ไหน
ให้คนมีสติเลิกไปวิ่งตามค่านิยมสังคม
แล้วหันกลับมาเลี้ยงลูกให้สมฐานะ
.
สำหรับผมมันคือหนังที่เหมือนจะพูดเรื่องเงิน
แต่จริง ๆ พูดเรื่อง “หัวใจของพ่อแม่”
ที่พยายามทำดีที่สุดให้ลูกจนลืมไปว่า
สิ่งที่ลูกต้องการที่สุด
อาจเป็นการได้อยู่กับพ่อแม่ที่มีความสุข
มากกว่าพ่อแม่ที่เสียสละก็ได้นะ