เป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A ครั้งแรก
มันหนักหน่วงกว่าที่คิดมากกก
10 วันยังไม่หายดีเลย
ขอบันทึกเอาไว้หน่อย
.
Day 1 – จันทร์
ช่วงบ่ายวันจันทร์
เพื่อนที่กินข้าวด้วยกันเมื่อวาน
ส่งข่าวมาบอกว่าเป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A
ให้ทุกคนคอยสังเกตอาการ
รับเชื้อวันอาทิตย์
จันทร์เช้ายังไปวิ่งได้ปกติ
เลยคิดว่าคงไม่เป็นไรมั้ง
จนช่วงค่ำ
เริ่มมีอาการหวัดนิด ๆ
รีบกินยา
แล้วชิงเข้านอนเร็ว
.
Day 2 – อังคาร แอดมิต
ตื่นมาเจ็บคอมากขึ้น
แต่ยังใช้ชีวิตได้ปกติ
คิดว่าพักเยอะ ๆ
เดี๋ยวร่างกายคงจัดการเอง
จนประมาณสองทุ่ม
ไข้ขึ้น 39°
หัวใจเต้นแรงผิดปกติ
Apple Watch ขึ้น 120+
ปกติ Resting Heart Rate ผมประมาณ 75

ลองวัดออกซิเจนในเลือด
ค่าก็ค่อย ๆ ลดลงอีก
จาก 97 เหลือ 92
ท่าไม่ค่อยดี
ไปโรงพยาบาลดีกว่า
.
ทีแรกคิดว่าจะขับรถไปเอง
แต่ถ้าเกิดช็อกระหว่างทาง
อาจพาคนอื่นบนถนนซวยไปด้วย
เรียก Taxi ดีกว่า
.
ระหว่างทาง
ไข้เหมือนยิ่งสูงขึ้น
หัวใจยิ่งเต้นแรงขึ้น
จู่ ๆ ก็คิดขึ้นมาว่า
ถ้าหัวใจวายตอนนี้ล่ะ?
น็อกไปบน Taxi
แล้วดับไปเลย
ชีวิตนี้ ภพชาตินี้ จบลงตรงนี้
เราโอเคไหม?
กลัวไหม?
เสียดายอะไรไหม?
.
คำตอบคือ
ไม่ได้มีอะไรเสียดายจนใจหาย
ไม่ได้ห่วงกังวลใครหรือสิ่งใด
นี่คือหนึ่งในเหตุผลหลักที่ไม่มีลูก
ไม่มีห่วง
ก็น่าจะพร้อมตายระดับหนึ่ง
.
แต่ไม่ได้แปลว่าอยากตายนะ
ต่อให้ไม่ได้มีความอยากจะอยู่ดูลูกเติบโต
แบบคนมีลูก
แต่ก็ยังอยากเที่ยว
ยังมีเรื่องสนุก ๆ ที่อยากทำอยู่แหละ
เพียงแต่ถ้าชีวิตจะจบตรงนี้จริง ๆ
ก็จบได้
ไม่ได้ยึดมั่นอะไรมากนัก
.
สุดท้ายถึงโรงพยาบาล
ตรวจเลือด
ตรวจเชื้อ
เอ็กซเรย์ปอด
โชคดีปอดยังไม่มีการติดเชื้อ
แต่ผลยืนยันว่าเป็น Influenza A
ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A
ดำเนินการ Admit
เจ้าหน้าที่มาให้เลือกห้องพัก
จำได้ว่าทำประกันไว้คืนนึงประมาณ 5,000
ราคาห้องที่ รพ.วิภาวดี ก็ประมาณนี้
ก็ถือว่าราคาดีนะ
ไม่โหดเหมือน รพ.กรุงเทพ
อันนั้นต่ำสุดประมาณคืนละหมื่น
.
ตีสอง – ไม่มีไข้
ตีห้า – สวิงกลับมา 38.6°
มีชนแนวรับแล้วเด้งกลับด้วยเรอะ
นี่ไข้หรือราคาบิตคอยน์
.
Day 3 – พุธ วันที่ทรมานที่สุด
ไข้สูงเกือบทั้งวัน
ร้อน เพ้อ
ไม่มีแรง ไม่อยากทำอะไร
ขนาดไถโทรศัพท์ยังไม่อยากทำ
เพิ่งเข้าใจว่า
ความร้อนจากข้างนอก
กับความร้อนจากข้างใน
มันคนละเรื่องกันเลย
.
ร้อนข้างนอก
เปิดแอร์ อาบน้ำ เดินเข้าที่ร่มได้
แต่เวลาร่างกายเผาตัวเองจากข้างใน
มันไม่มีที่ให้หนี
ต้องอยู่ในเตาเผานั้น
ตลอดเวลา
.
มีชั่วขณะหนึ่ง
น่าจะเป็นช่วงไข้สูงจนเพ้อ
ผมรู้สึกว่า
นี่เรากำลัง “ตกนรก”
การถูกไฟแผดเผา
โดยไม่สามารถหนีไปไหนได้
อาจมีสภาวะประมาณนี้แหละมั้ง
.
จนประมาณสี่โมงเย็น
ไข้เริ่มลง
แล้วเกิดประสบการณ์ธรรมดามาก
ที่ตอนนั้นรู้สึกมหัศจรรย์เหลือเกิน
ผมกลับมา “รู้สึกเย็น” ได้อีกครั้ง
ห้องเดิม แอร์ตัวเดิม
แต่ไม่กี่ชั่วโมงก่อน
ผมไม่สามารถสัมผัสความเย็นนั้นได้เลย
พอไข้ลด
ความร่มเย็นธรรมดา ๆ
กลับกลายเป็นความสุขมหาศาล
.
ผมนึกถึงเรื่องที่เคยได้ยินว่า
เวลาเราแผ่เมตตาให้สัตว์นรก
เขาจะได้รับความร่มเย็นขึ้นมาชั่วขณะ
ผมไม่รู้หรอกว่า
ภพภูมินั้นหรือกลไกนี้
มีอยู่จริงหรือไม่อย่างไร
แต่ถ้ามีสิ่งมีชีวิตใด ในมิติแห่งความถี่ใด
กำลังถูกความร้อนแผดเผาอยู่ตลอดเวลา
หากการแผ่เมตตาของเรา
ส่งกระแสเย็นไปให้เขาสัมผัสได้จริง
ต่อไปผมคงขยันแผ่เมตตามากขึ้น
.
กลางคืนไข้กลับขึ้นมา 39° อีกครั้ง
แต่คราวนี้ไม่ได้รู้สึกทรมานอะไร
ก็อยู่กับความจริงตรงหน้าไป
นอนพัก
แล้วปล่อยให้ร่างกายทำงานของมัน
.
Day 4 – พฤหัส ไม่มีไข้แล้ว
แต่เกมเปิดด่านใหม่
เจ็บคอระดับ 9/10
พูดแทบไม่ได้
กลืนน้ำลายก็เจ็บ
หมอให้ Steroid เข้าสายน้ำเกลือ
ช่วงเย็น
ความเจ็บลดจาก 9 เหลือประมาณ 3
และไม่มีไข้อีกเลยทั้งวัน
คราวนี้น่าจะพ้นนรกจริง ๆ แล้ว
.
Day 5 – ศุกร์ หมอให้กลับบ้านได้
สรุปนอนโรงพยาบาล 4 วัน
ค่าใช้จ่ายประมาณ 34,000 บาท
ประกันครอบคลุมทั้งหมด
ไม่ได้จ่ายเองสักบาท
คนเราตอนเจ็บป่วย
มันแทบไม่มีแรงคิดอะไร
การไม่ต้องกังวลเรื่องค่ารักษา
เป็นเรื่องสำคัญจริง ๆ นะ
ใครอยาก Revise ประกันสุขภาพของตัวเอง
ว่าจ่ายแพงเกินกว่าสิทธิ์ที่ต้องการหรือเปล่า
ให้เมียผมทำให้ได้นะ (Tie-in ดื้อ ๆ)
.
แต่กลับบ้านแล้ว
เรื่องยังไม่จบ
เริ่มพะอืดพะอม อาหารไม่ย่อย
กินอะไรเหมือนกองอยู่ในท้อง
ไม่มีแรงจะทำอะไรเลย
จนเริ่มสงสัยว่า
นี่เพราะไข้หวัด หรือเพราะยากันแน่?
เพราะยาฆ่าเชื้อหลายตัว
ฉลากก็เขียนว่าอาจทำให้คลื่นไส้อาเจียน
.
Day 7 – อาทิตย์
ทนพะอืดพะอมอยู่สองวันเต็ม
ทนไม่ไหว
ผมกลับไปโรงพยาบาลอีกครั้ง
หมอไล่ประวัติยา
แล้วพบว่าอาการพะอืดพะอม
เริ่มตรงกับช่วงที่ได้ยา MEIACT พอดี
หมอเลยสั่งหยุด
เปลี่ยนเป็นยาตัวอื่น
และเพิ่มยาช่วยย่อย
อาการจึงค่อย ๆ ดีขึ้น
.
Day 8-10
ไม่มีไข้มาหลายวันแล้ว
แต่เพิ่งรู้ว่า
“ไม่มีไข้” กับ “หายป่วย”
เป็นคนละเรื่องกันจริง ๆ
.
ท้องยังรวน ยังหน่วง ๆ อยู่
ต้องปรับเป็นกินน้อย ๆ ต่อมื้อ
หัวยังตื้อ และไม่มีแรง
พยายามนั่งทำงาน
คิดได้แป๊บ ๆ ก็หนักหัว
ต้องกลับไปนอน
เรามีเวลาเหลือเฟือ
แต่ร่างกายไม่มีพลังงาน
ไม่มีกะจิตกะใจ
ที่จะใช้เวลานั้นทำอะไร

.
.
สิบวันเต็ม ๆ ที่ทำอะไรไม่ได้เลย
และยังไม่รู้ว่าจะต้องพักอีกกี่วัน
กว่าจะหายดีกลับมาใช้ชีวิตได้ปกติ
พอมองย้อนกลับไป
มีอีกเรื่องหนึ่ง
ที่เพิ่งเห็นทีหลัง
ตอนที่ไข้สูงเหมือนถูกเผาจากข้างใน
หรือตอนพะอืดพะอม
ทรมานจนไม่อยากกินอะไร
สิ่งที่อยู่ในหัวแทบตลอดคือ
“เมื่อไรจะหายวะ”
.
อยากให้ไข้ลด
อยากให้หายร้อน
อยากให้ท้องกลับมาย่อยได้ปกติ
มีแต่ความอยากให้ “สภาวะตอนนี้”
กลายเป็น “สภาวะอื่น”
ทั้งที่ฝึกภาวนามาตั้งนาน
พอทุกขเวทนาหนักจริง ๆ เข้ามา
กลับเห็นว่า
เราก็ยังพยายามหนีออกจากปัจจุบันอยู่
.
เวทนาทางกาย
เป็นเรื่องหนึ่ง
แต่ความอยากให้เวทนานั้นหายไป
เป็นทุกข์อีกชั้น
ที่จิตสร้างเพิ่มขึ้นมาเอง
ยิ่งอยากให้มันหาย
ก็ยิ่งมี “เรา”
ที่กำลังทนไม่ไหว
อยากออกไปจากตรงนี้
.
ถ้าจิตตั้งมั่นกว่านี้
แทนที่จะถามว่า “เมื่อไรจะหาย”
อาจเพียงสังเกตว่า
ตอนนี้ร้อน
ตอนนี้เจ็บ
ตอนนี้คลื่นไส้
ดูมันเกิด
ดูมันเปลี่ยนแปลง
ดูมันดับไป
โดยไม่ต้องผลักไสมัน
.
พูดตอนหายแล้วนี่ง่ายนะ
ตอนอยู่ในไข้ 39°
อีกเรื่องเลย ๕ ๕ ๕
.
.
แต่เพราะอย่างนั้นแหละ
การป่วยครั้งนี้
เลยกลายเป็นข้อสอบจริงที่ดีมาก
ตอนร่างกายปกติ
นั่งสมาธิสบาย ๆ
เรานึกว่าจิตวางเก่งแล้ว
พอทุกขเวทนามากระทบแรง
ถึงเห็นว่า
ส่วนไหนวางได้จริง
ส่วนไหนยังอยากหนีอยู่เต็ม ๆ
.
.
และเมื่อพายุสงบลง
ผมยิ่งได้เห็นว่า
การตื่นมาแล้วหัวโล่ง
กินข้าวแล้วไม่พะอืดพะอม
มีแรงเดิน ออกแรงได้
มีสมาธิทำงาน
ความปกติธรรมดาเหล่านี้
มีค่ามากเลยนะ
ตอนที่เรามีมันอยู่ทุกวัน
เราแทบไม่เคยนับมันเป็นความสุขด้วยซ้ำ
แต่แค่มันหายไป
เราก็ “ทุกข์” ทันทีเลย
.
ผมนึกย้อนกลับไปถึงตัวเอง
บน Taxi ในคืนวันอังคาร
ตอนที่ถามว่า
ถ้าตายคืนนี้ล่ะ?
แล้วพบว่า
ไม่ได้มีอะไรติดค้าง
กับโลกใบนี้มากนัก
.
ผมว่ามรณานุสติ
ไม่จำเป็นต้องทำให้เราเบื่อโลก
ไม่ต้องเลิกเที่ยว
เลิกกิน
เลิกสนุกกับชีวิต
ตรงกันข้าม
การตระหนักว่าทุกอย่างมีวันหมดอายุ
น่าจะยิ่งทำให้เรา
ใช้โอกาสที่ยังมีอยู่
อย่างไม่ประมาทมากขึ้น
.
เพราะ “ครั้งสุดท้าย” จำนวนมากในชีวิต
เกิดขึ้นโดยที่เราไม่รู้เลยว่า
นั่นคือครั้งสุดท้าย
.
เราไม่รู้ว่า
ข้าวมื้อไหน
จะเป็นมื้อสุดท้ายที่ได้กินพร้อมพ่อแม่
กอดครั้งไหน
จะเป็นกอดสุดท้าย
สถานที่ไหน
ที่คิดว่าไว้คราวหน้าค่อยไป
แล้วสุดท้าย
ไม่มีคราวหน้า
.
แม้แต่ร่างกายของเราเอง
ตื่นเช้าวันหนึ่ง
ยังออกไปวิ่งได้ ยกเวทได้
ยังใช้ชีวิตได้ปกติ
แล้วคืนนั้น
อาจเป็นคืนสุดท้าย
ที่เราได้เข้านอนด้วยร่างกายที่แข็งแรง
.
อะไรที่ยังทำได้
ทำเถอะ
ใครที่ยังรักได้
ก็รักให้ดี
มีอะไรอยากพูด
ก็พูดตอนยังมีคนให้พูดด้วย
อยากไปไหน
ถ้ามีโอกาสก็ไป
และถ้าวันนี้
ยังตื่นมาแล้วไม่เจ็บ
ยังกินได้
นอนได้
เดินได้
คิดงานได้
นี่แหละ
ความปกติธรรมดาที่แสนประเสริฐ
.
เราใช้เวลามากมายในชีวิต
วิ่งหาสิ่งที่จะทำให้เรามีความสุขมากขึ้น
จนบางครั้งลืมไปว่า
แค่ไม่มีอะไรพราก “ความปกติ”
ที่เรามีอยู่ไป
เราก็มีความสุขมากอยู่แล้ว
.
อย่ารอให้ “ความธรรมดา”
กลายเป็น “ความทรงจำ”
แล้วค่อยรู้ว่า
ครั้งหนึ่ง
เราเคยมีชีวิตที่ดีแค่ไหน